กักตัว “14 วัน” อย่างไร ให้ปลอดภัยกับคนในบ้าน

บทความ

การกักตัว 14 วัน เป็นหลักการขั้นพื้นฐานในการจำกัดการติดเชื้อของผู้ที่มีความเสี่ยงจะติดเชื้อโควิด-19 ไม่ว่าจะมาจากพื้นที่เสี่ยง หรือไปตรวจแล้วอยู่ในระหว่างรอผลตรวจ

จริงๆ แล้วการกักตัว คือการอยู่คนเดียวในพื้นที่ส่วนตัว ไม่ใกล้ชิดกับคนอื่นเป็นเวลา 14 วัน เมื่อเห็นว่าไม่มีอาการคล้ายติดโควิด-19 หรือผลตรวจออกมาพบว่าไม่ติดเชื้อ จึงค่อยใช้ชีวิตร่วมกับคนในครอบครัวตามปกติ แต่หากจำเป็นต้องอยู่กับคนอื่นๆ ภายในบ้าน เพราะสถานที่ไม่เอื้ออำนวยให้กักตัวอยู่คนเดียว 100%วิธีกักตัว 14 วันให้ปลอดภัยกับคนในบ้าน จาก สสส. หรือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ มาฝากกันค่ะ

กักตัว “14 วัน” อย่างไร ให้ปลอดภัยกับคนในบ้าน

การแยกห้องและของใช้

  • อยู่ในห้อง แยกจากครอบครัว โดยแยกห้องนอนกัน
  • หากแยกห้องนอนไม่ได้ ให้ใช้แผ่นกั้นห้องแบบพลาสติกแบ่งสัดส่วน
  • เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท
  • แยกของใช้ส่วนตัว ไม่ใช้ร่วมกันเด็ดขาด
  • ทิ้งขยะติดเชื้อแยกใช้เฉพาะส่วนตัว

การรับประทานอาหาร

  • ก่อนรับประทานอาหาร ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ อย่างน้อยครั้งละ 20 วินาที
  • ไม่รับประทานอาหารร่วมกับคนในครอบครัว ให้ตักแบ่งมานั่งรับประทานคนเดียว
  • หากให้ผู้อื่นจัดหาอาหารให้ ควรกำหนดจุดรับเพื่อป้องกันการสัมผัสโดยตรง

การทำความสะอาด

  • เสื้อผ้า ชุดเครื่องนอน ผ้าเช็ดตัว แยกทำความสะอาดด้วยผงซักฟอกตามปกติ หรือซักร่วมกับน้ำร้อน
  • ของใช้ที่สัมผัสบ่อย เช่น โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ คีย์บอร์ด ทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์ 70-90%
  • ห้องสุขา สุขภัณฑ์ พื้นบ้าน ทำความสะอาดด้วยน้ำยาฟอกขาว 5% แต่อย่าฉีดพ่น

การใช้ห้องสุขา

  • แยกใช้ห้องสุขาส่วนตัว
  • หากแยกใช้สุขาคนเดียวไม่ได้ ให้ใช้เป็นคนสุดท้าย และทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทันที
  • กรณีที่ใช้ชักโครก ให้ปิดฝาทุกครั้งก่อนกดชักโครก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค

ข้อปฏิบัติสำคัญ

  • ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ อย่างน้อยครั้งละ 20 วินาที
  • สวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
  • อยู่ห่างกันอย่างน้อย 1-2 เมตร หรือ 1-2 ช่วงแขน

การจัดการขยะ

ให้แยกขยะเป็น 2 ประเภท

  1. ขยะทั่วไป
  2. ขยะติดเชื้อ เช่น หน้ากากอนามัย กระดาษทิชชู่ ในแต่ละวันให้เก็บรวบรวม และล้างถังด้วยน้ำยาฟอกขาว เพื่อทำลายเชื้อ

ใส่ถุงขยะ 2 ชั้น มัดปากถุงให้แน่น ก่อนนำไปทิ้งรวมกับขยะทั่วไป

ขอขอบคุณข้อมูลจาก สสส. หรือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ