4 วิธีเช็ก “อาหารกระป๋อง” ก่อนกิน ลดเสี่ยงอันตราย

บทความ

กรมอนามัย แนะเพิ่มความมั่นใจก่อนเปิดกินให้ทำความสะอาดกระป๋องก่อน เพื่อลดเสี่ยงการสัมผัสปนเปื้อนบริเวณพื้นผิวของกระป๋อง พร้อมย้ำให้เลือกซื้อปลากระป๋องที่สภาพดี ไม่บุบ ไม่เป็นสนิม และก่อนกินทุกครั้งต้องผ่านความร้อนเพื่อความปลอดภัย

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า จากกรณีข่าวการคัดกรองโควิด-19 ของโรงงานปลากระป๋อง ในจังหวัดสมุทรสาคร พบมีผู้ติดเชื้อในโรงงานจำนวนหนึ่ง ส่งผลให้ประชาชนมีความวิตกกังวลต่อการบริโภคปลากระป๋อง ซึ่งประเด็นนี้หากโรงงานมีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน GMP และ HACCP ในการควบคุมกระบวนการผลิตให้เกิดความปลอดภัย มีการป้องกันการปนเปื้อนรวมถึงไวรัสและการติดเชื้อต่างๆ ก็จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้

แต่เนื่องจากไม่ทราบว่าผู้ติดเชื้ออยู่ในขั้นตอนไหนของสายการผลิต แม้ว่ากระบวนการทำปลากระป๋องนั้น เนื้อปลาที่อยู่ในกระป๋องหลังบรรจุเสร็จที่ถูกความร้อนทั้งขั้นตอนทำปลาให้สุกและขั้นตอนใส่ซอสแล้วฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำเพื่อให้เกิดสภาพสุญญากาศภายในกระป๋อง แล้วนำมาปิดผนึก

และใช้วิธีการนึ่งกระป๋องเพื่อฆ่าเชื้อด้วยอุณหภูมิประมาณ 118-122 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 60-70 นาที โดยใช้ความร้อนสูงเพื่อทำลายจุลินทรีย์กับแบคทีเรีย ซึ่งมั่นใจได้ว่าเชื้อไวรัสจะตายหมด แต่ในขั้นตอนการนำกระป๋องมาบรรจุในหีบห่อ ตลอดจนนำไปขนส่ง ก็อาจจะมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อไวรัสที่เกิดจากการสัมผัสของคนงานได้ ดังนั้นหากพบคนงาน ติดเชื้อที่อยู่ในระหว่างกระบวนการผลิตจุดใดจุดหนึ่ง และบริษัทได้ดำเนินการฆ่าเชื้อในขั้นตอนดังกล่าวแล้ว ก็จะมีความปลอดภัย

วิธีเช็ก “อาหารกระป๋อง” ก่อนกิน ลดเสี่ยงอันตราย
เพื่อเพิ่มความปลอดภัยการเลือกซื้อปลากระป๋องในช่วงนี้ ประชาชนควรเลือกซื้ออาหารกระป๋อง ดังนี้

  1. กระป๋องอยู่ในสภาพดี ไม่บุบ โดยเฉพาะตะเข็บหรือรอยต่อของกระป๋องต้องเรียบ ฝาหรือก้นกระป๋องแบนเรียบ
  2. ส่วนขอบกระป๋องจะต้องไม่มีรอยรั่วซึม ไม่เป็นสนิม ไม่โป่งนูน เนื่องจากมีแรงดันของก๊าซที่เกิดจากการเน่าเสียของอาหารภายในกระป๋อง
  3. ดูฉลากสินค้าที่ผ่านการตรวจรับรองและมีเลขสารบบอาหารหรือตัวเลขหลังเครื่องหมาย อย. พร้อมทั้งสังเกตวัน เดือน ปีที่ผลิต และวันหมดอายุ
  4. ก่อนบริโภคทุกครั้งควรทำความสะอาดกระป๋อง และหีบห่อเมื่อซื้อมา แล้วจัดเก็บพร้อมกับล้างมือทันที และเมื่อจะบริโภคควรนำปลามาปรุงผ่านความร้อนอีกครั้ง ก็จะช่วยสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยได้เป็นอย่างดี

ขอขอบคุณข้อมูลจาก กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข