ยิ่งใกล้ ยิ่งต้องใส่ใจ “ความสัมพันธ์” จะมั่นคงได้ด้วย 7 ข้อนี้

บทความ

มีอยู่บ่อยครั้งที่ในหลาย ๆ ความสัมพันธ์ กับคนที่อยู่ใกล้ตัวเรามากเท่าไร หรือใช้เวลาร่วมกันมานานเท่าไร ความใส่ใจในความรู้สึกต่อกันกลับยิ่งลดลง ทั้งคำพูดและการกระทำ แต่กลายเป็นว่าเราไปแคร์ความรู้สึกและให้ความสำคัญกับคนอื่นรอบตัวมากกว่าเสียอีก

ปัญหาที่กล่าวมา มีให้เห็นในทุกระดับความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นในระดับครอบครัว พ่อแม่ พี่น้อง ระดับเพื่อน ระดับคนรัก เพราะความสัมพันธ์เหล่านี้เป็นความสัมพันธ์ที่คุ้นเคย คิดว่าพวกเขาเป็นของตายที่อย่างไรก็ทนกับเราได้ จนทำให้ในบางทีเราลืมใส่ใจความรู้สึก ลืมใส่ใจรายละเอียดต่าง ๆ มองข้ามบางเรื่องที่เป็นเรื่องเล็ก ๆ หรือแม้แต่บางทีก็ลืมว่ามีพวกเขาอยู่ด้วยซ้ำ!

ไม่มีใครที่จะถูกทำเย็นชาหรือเมินใส่หรือละเลยได้โดยที่ไม่รู้สึกอะไร เพราะ “ความน้อยใจ” สามารถพรากใครบางคนไปจา กเรา ได้เพียงเพราะ “ไม่ใส่ใจ” ดังนั้น เราควรหันกลับไปมองความรู้สึกของคนใกล้ตัวบ้าง อย่าลืมคนข้างกาย อย่ามัวแต่ใส่ใจคนอื่น อย่าให้วันหนึ่งเป็นวันที่สายไป เพราะ “สูญเสีย” คนที่มีค่าและมีความหมายไปแล้ว ไม่ว่ายื้ออย่างไร…ก็ไม่อาจจ ะกลับมาเหมือนเดิมได้จริง ๆ แต่จงรักษาคนใกล้ตัวไว้ให้ดี เพื่อที่สุดท้าย เราจะได้ไม่ต้องเสียใจ

ในเมื่อเรื่องของการเอาใจใส่คนใกล้ตัวเป็นเรื่องสำคัญ มี 7 ข้อสำคัญที่ต้องมี เพื่อรักษาความสัมพันธ์ในทุกรูปแบบมาฝาก

1. แสดงออกว่ารัก
ความรัก ไม่ได้หมายถึงเพียงความสัมพันธ์ฉันท์หนุ่มสาวเท่านั้น แต่เป็นความรักที่เรามีให้ได้กับทุกคนรอบตัว โดยเฉพาะกับคนใกล้ตัว การอ้างว่า “จะให้พูดว่ารักทำไม ก็รู้อยู่แล้วนี่ว่ารัก ไม่เห็นจะต้องแสดงออกอะไรมากมาย” คำอ้างว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม แต่คำพูดหรือการแสดงออกกลับไม่มีสัญญาณว่าอีกฝ่ายมีตัวตนเลย รู้หรือไม่? ว่าทำให้คนรอบข้าง “เสียใจ” มานักต่อนักแล้ว และอาจยิ่งแย่ไปกว่าเดิม หากสิ่งที่แสดงออกมีแต่ทางลบ

รวมการอ้างว่า “การกระทำสำคัญกว่าคำพูด” ก็ไม่ได้ช่วยให้ใจของอีกฝ่ายดีขึ้น หากมีแต่คำพูดเชิงลบออกจากปาก แต่สุดท้ายลูบหลังด้วยการกระทำ แรก ๆ อาจจะดูเหมือน “ถึงร้ายก็รัก” แต่จะไม่ดีกว่าเหรอถ้าเราจะไม่ร้ายกับคนที่เรารัก ดังนั้น หากรักพวกเขา ก็แสดงออกให้อีกฝ่ายรู้ว่า “เรารักเขา เขามีค่า เขามีความสำคัญ” ไปเลย เพราะนี่เป็นยาทางใจที่ดีสำหรับทุกความสัมพันธ์ อย่ามองว่าเป็นเรื่องเล็กแล้วมองข้ามไป

2. มีความเกรงใจ
สิ่งที่เห็นได้ชัดว่าคนเราสนิทกันมากขึ้น คือ “ความเกรงใจ” หายไป (แต่ไปเกรงใจ “คนอื่น” มากกว่า) ทั้งที่ความจริง ยิ่งสนิทกันมากเท่าไรก็ยิ่งต้องเกรงใจกันมากเท่านั้น ไม่ใช่ว่าคิดว่าทำอะไรก็ได้เพราะเราสนิทกัน ให้คำนึงเสมอว่า “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” ถึงจะสนิทกันแค่ไหนก็ยังต้องให้เกียรติกัน ซื่อสัตย์ต่อกันและกัน เกรงใจกัน เพราะเรื่องของจิตใจ คนเราไม่เหมือนกัน บางเรื่องเราอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่กับอีกฝ่ายอาจเป็นเรื่องที่ทำร้ายจิตใจร้ายแรง อย่าให้ความสนิทสนมทำร้ายความรู้สึกและทำลายความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

Advertisements

3. คุยเปิดใจ
จริงอยู่ที่ทุกคนมีเรื่องส่วนตัว มีความลับมีไม่ต้องการจะบอกให้ใครรู้ แต่ในเรื่องของความสัมพันธ์ หากประเมินดูแล้วว่าเรื่องใดมีผลต่อจิตใจของอีกฝ่าย ก็ควรที่จะเปิดใจคุยกันมากกว่า ไม่พอใจอะไรก็ควรจะพูดกันตรง ๆ ไม่ใช่แสดงออกด้วยการกระทำที่ไม่น่ารัก วิธีการเจอกันคนละครึ่งทางและหาจุดที่จะเข้าใจตรงกัน เป็นทางออกที่ดีสำหรับเรื่องนี้ อย่าให้ความเข้าใจผิด ความคิดไปเอง หรือการหลอกลวง ค่อย ๆ กัดกินความสัมพันธ์ไปเรื่อย ๆ จนเปราะบาง

4. หาเวลาทำกิจกรรมร่วมกัน
เมื่อเราเติบโตขึ้น ต่างคนต่างก็มีภารกิจ มีหน้าที่ที่ต้องทำ นั่นทำให้เวลาในการอยู่ร่วมกันจะลดน้อยลง บางคนอยู่บ้านเดียวกัน แต่แทบไม่ได้เจอหน้ากันเลยด้วยซ้ำยังมี ดังนั้น เพื่อความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้น ก็ขอให้หาเวลาอยู่ด้วยกันหรือทำกิจกรรมร่วมกันบ้าง ไม่จำเป็นต้องเป็นกิจกรรมใหญ่โต เพียงแค่อยู่บ้านพร้อมหน้าพร้อมตาสักวันหนึ่งในสัปดาห์ กินข้าวด้วยกัน ดูทีวีด้วยกัน ก็ช่วยให้กำลังใจของคนรอบตัวดีขึ้นได้อย่างน่าประหลาดเลย

5. ให้อภัย
เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเราจะทำผิดพลาด แต่สิ่งสำคัญที่คนใกล้ตัวต้องไม่มองข้าม คือการให้อภัย เพราะการให้อภัยไม่ได้เป็นแต่เพียงการแสดงน้ำใจเท่านั้น แต่ยังช่วยปลดพันธนาการบางอย่างในใจของกันและกันได้ ทำให้ต่างฝ่ายต่างก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไม่มีอะไรติดค้าง เมื่อให้อภัยกันแล้ว เวลามีเรื่องกระทบกระทั่ง ก็อย่าขุดเรื่องเก่าขึ้นมาทำลายปัจจุบันและอนาคต อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าการที่อีกฝ่ายให้อภัยบ่อย ๆ จะได้ใจ ให้กลับไปดูข้อ “มีความเกรงใจ”

6. เชื่อใจกัน
ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น สิ่งแรกที่ควรทำคือ เชื่อใจคนของตัวเองไว้ก่อน เพราะต้นเหตุของความบาดหมางของคนใกล้ชิดมักมาจากการ “เชื่อใจคนอื่นมากกว่าคนของตัวเอง” เพราะความไม่เชื่อใจเป็นการลดทอนคุณค่าและเบลอตัวตนของคน ๆ นั้นออกไปจากจิตใจ เป็นยาพิษที่ค่อย ๆ ทำลายความสัมพันธ์ไปทีละน้อย ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าแสดงออกชัดเจนว่าลำเอียง หรือเชื่อแบบสนิทใจโดยไม่คิดจะตรวจสอบหรือพิสูจน์อะไร ดังนั้น จงเชื่อใจคนของตัวเองก่อน ระหว่างนั้นก็ค่อยพิสูจน์ความจริง หากคนของตัวเองผิดจริง ค่อยหาวิธีแก้ไขกันต่อไป

7. ต่อหน้า ลับหลัง ต้องเหมือนกัน
ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ในรูปแบบใด ไม่มีใครชอบให้ตัวเองตกเป็นหัวข้อของการ “นินทาลับหลัง” เพราะการที่ต่อหน้าทำแบบ ลับหลังทำอีกแบบ มันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจ และยังเป็นตัวเร่งที่ทำให้เกิดความหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจกันได้ หากความสัมพันธ์ต้องดำเนินไปอย่างหวาดระแวงซึ่งกันและกัน จากคนที่ไม่เคยจะจริงใจต่อกัน จะมีความสุขได้อย่างไร