กฎแรงดึงดูดในพระพุทธศาสนาทำงานอย่างไร

หลายคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องราวของ “กฏแรงดึงดูด” ไม่ว่าจะตอนเรียน หรือทำงานก็ตาม ซึ่งถ้าเมื่อก่อนในสมัยเด็ก ๆ นั้นที่เราเรียนเรื่องพวกนี้ก็จะเป็นนววิทยาศาสตร์ แต่เมื่อโตขึ้นมานั้นเรากลับได้ยิน กฏแรงดึงดูดกับการดำเนินชีวิตหรือความรัก แม้กระทั้งเรื่องการคบคน 

วันนี้เรามาดูว่า กฏแรงดึงดูด ในทางศาสนาจะมีการทำงานอย่างไรบ้าง ซึ่งคำตอบนั้นจาก พระ ดร.นิตินัย อุดมกัน  

ถาม: กฎ แรงดึงดูด ในทางพระพุทธศาสนาทำงานอย่างไรคะ

พระ ดร.นิตินัย อุดมกัน กล่าวว่า

“ธรรมชาติของจิตที่ไม่ได้ฝึกหัดปฎิบัติในทางพระพุทธศาสนา หรือขาดผู้รู้ชี้แนะนั้น จิตบุคคลนั้นย่อมไหลไปสู่สิ่งที่ต่ำหรือดึงดูดไปตามอำนาจของกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ เพราะจิตยังหลงอยู่ โง่อยู่ และจิตเกลือกกลั้วมานานนับภพชาติไม่ได้ เลยหลงชินกับสิ่งแบบนั้น ก็ไหลตามอำนาจของอารมณ์ เช่น โกรธมาจากโทสะเมื่อเราไม่ได้ดังใจ อำนาจราคะเมื่อเจอสิ่งที่ชอบใจถูกใจ ก็จะหลงไปตามนั้น แต่ถ้าจิตที่ฝึกหัดปฎิบัติตามมรรคมีองค์แปดแล้ว ย่อมผ่องใส เป็นจิตที่มีความรู้ก็ไหลไปหาสิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศล ดังนั้นถ้าพูดในหลักพระพุทธศาสนาแล้ว การดึงดูดทางจิตใจมีฝ่ายดีซึ่งเป็นฝ่ายกุศล กับฝ่ายชั่ว ฝ่ายอกุศล แล้วแต่จิตบุคคลนั้นชินหรือเคยชินกับสิ่งไหนนั่นเอง”

ถาม: เคยได้ยินมาว่าชีวิตเราถูกควบคุมด้วยความคิด แต่หากเราชอบคิดลบ ทั้งที่พยายามคิดบวกแล้วแต่ก็ทำไม่ได้ ควรจะจัดการกับความคิดอย่างไร

พระ ดร.นิตินัย อุดมกัน กล่าวว่า

“คงเคยได้ยิน จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว การกระทำต่างๆที่แสดงออกมาทางกายนั้น ล้วนแต่มาจากจิตดังนั้นปราชญ์ผู้รู้ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าและพระอริยสาวกเป็นต้น จึงได้พากันหัดเจริญสติปัญญา ภาวนา รักษาศีล เพื่อให้คิดดี ทำดี ให้เป็นปกตินิสัย ต้องหัดทำจนเคยชิน เมื่อทำบ่อยๆ การฝึกทำบ่อยๆ คือความเพียร แรกๆ อาจจะไม่สามารถเอาชนะความคิดไม่ดี ความคิดลบ แต่เราต้องหัดฝืนในการคิดบวก คิดดี

“ชนะคนอื่นร้อยครั้งไม่เท่าชนะใจตัวเองครั้งเดียว หัดทำไปเรื่อย ๆ ทำไม่ได้ก็ต้องทำ เหมือนเด็กหัดเดินล้มแล้วลุกเดี๋ยวก็เดินได้เอง ความคิดคนเราเหมือนกัน หัดคิดดีสัก 1 วินาที 2 วินาที เพิ่มเป็น 10 นาที 1 ชั่วโมง หัดไปเรื่อยเหมือนที่หลวงปู่สนธิ์กล่าวว่า

จงอยู่ดีมีธรรมประจำจิต อย่าคิดชั่วทำตัวให้มัวหมอง ไปดีมาดีพระธรรมย่อมคุ้มครอง จิตผุดผ่องสงบดีเพราะมีธรรม”